กว่าจะมาเป็น “บ้านธรรมนำใจ”

ศูนย์ปฏิบัติธรรม "บ้านธรรมนำใจ" บ้านไม่ใหญ่ แต่ใจกว้าง

จุดเริ่มต้นของ บ้านธรรมนำใจ”

บ้านธรรมนำใจเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ต้นปี 2551 โดยความคิดริเริ่มของ คุณณัฐวรรธน์ ภรนราด้วยเหตุผลสำคัญสองประการ

ประการแรก เพื่อให้การแนะนำญาติธรรมในเว็บไซต์พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ jarun.orgเป็นไปได้โดยง่ายและต่อเนื่อง
ประการที่สอง ความต้องการขยายพื้นที่สำนักงานบริษัท เพื่อการจัดสร้าง “การ์ตูนหลวงปู่จรัญกับเณรน้อยช่างคิด”

ประการแรก เนื่องด้วยการตอบคำถามให้กับญาติธรรมในเว็บไซต์พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ http://www.jarun.org) นั้น หลายๆ ครั้งเมื่อมีคำถามจากญาติธรรมที่เป็นผู้หญิง เช่นถ้าถามในเรื่องของการปฏิบัติ หากอธิบายผ่านทางเมล์แล้วยังไม่เข้าใจ การจะให้โทรมาเพื่ออธิบายโดยละเอียด หรือจะให้เดินทางมาพบ เพื่อสาธิตการปฏิบัติให้ดูก็กระทำได้ยาก เพราะการจะไว้ใจใครในโลกของอินเตอร์เน็ตก็ไม่ง่ายนัก อีกทั้งบางครั้งในกรณีที่เป็นคำถามเกี่ยวกับปัญหาชีวิตที่หนักหนามาก ๆ เช่น คนที่เครียดหรืออยู่ในภาวะที่ต้องการจะฆ่าตัวตาย การตอบคำถามผ่านเมล์หรือโทรศัพท์อาจจะไม่เพียงพอ หากเรามีสถานที่ซึ่งเป็นที่ “สาธารณะ” ทุกคนสามารถมาใช้ร่วมกันได้ ให้ความไว้วางใจในสถานที่นี้ได้ การช่วยเหลือญาติธรรมในด้านต่าง ๆ ก็จะง่ายขึ้นด้วย

ประการที่สอง เนื่องด้วยในปีนั้น การจัดสร้าง การ์ตูนหลวงปู่จรัญกับเณรน้อยช่างคิดจำเป็นที่จะต้องมีทีมงานทั้งพนักงานในบริษัทเองและทีมงานอื่นที่เข้ามาช่วยเป็นฝ่ายผลิตมีจำนวนมาก จึงต้องจัดหาออฟฟิตที่ตั้งอยู่ในเมือง เดินทางได้สะดวก เพื่อให้การทำงานชิ้นนี้สำเร็จโดยใช้เวลารวดเร็วที่สุด

ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการนี้ แนวความคิดในการขยายพื้นที่และแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อสาธารณะประโยชน์จึงได้เริ่มขึ้น ในเบื้องต้นวางโครงการไว้ว่า พื้นที่ส่วนหนึ่งจะสร้างเป็นห้องสมุดธรรมะ อีกส่วนหนึ่งจะสร้างเป็นห้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยมุ่งหวังเพื่อให้พนักงาน เพื่อนๆ พี่น้อง คนรู้จัก ญาติธรรมจากเว็บไซต์ jarun.org ตลอดจนสาธุชนทั่วไป ได้เข้ามาใช้พื้นที่นี้ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ค้นหาสถานที่สำหรับใช้ในวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยหลักสำคัญที่สุดคือ ต้องใกล้สถานีรถไฟฟ้าจนสามารถเดินไปได้ไม่ไกล

การเริ่มต้นค้นหาสถานที่จึงได้เริ่มขึ้นเป็นจริงเป็นจังช่วงกลางปี 2551 ในขณะนั้น มีพี่ๆ น้องๆ พนักงานในบริษัท และกัลยาณมิตรอีกหลายท่าน ช่วยกันหาอาคารหรือห้องเช่าที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า โดยช่วยกันเดินขึ้นลงรถไฟฟ้า ทั้งรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้า MRT ทุกสถานนี รวมทั้งส่วนต่อขยายที่ยังสร้างไม่เสร็จ แล้วลองเดินไปยังระแวกใกล้เคียงในระยะไม่เกิน 150 เมตร โดยใช้ระยะเวลาในการหาทั้งหมด 1 ปีเต็ม กว่าจะมาเจออาคารที่ตั้งในปัจจุบัน ซึ่งระหว่างนั้นมีอาคารอยู่หลายที่ ที่เราติดต่อเช่าจนถึงขั้นตอนทำสัญญา แต่ก็ไม่สามารถเช่าได้สำเร็จ

 

 

 

พบสถานที่ตั้งโดยบังเอิญ

วันที่ 10 มิถุนายน 2552 มีเพื่อนได้แนะนำให้มาดูห้องแถวเก่าในซอยนานา ใกล้ ๆ กับหัวลำโพง ซึ่งมีห้องแถวว่างให้เช่าอยู่หลายห้อง แต่ด้วยไม่ชำนาญในพื้นที่ จึงเดินผ่านมาทางถนนไมตรีจิตต์และพบกับอาคารนี้เข้าโดยบังเอิญ เห็นว่าเป็นอาคารพาณิชย์หน้ากว้าง 3.5 เมตร จำนวนห้าห้องทุบติดกัน มีขนาดเหมาะสมและติดป้ายให้เช่าไว้ จึงได้ลองติดต่อดู และเมื่อลองสอบถามราคาแล้ว เห็นว่าพอมีกำลังที่จะเช่าได้ จึงได้ติดต่อขอเช่าโดยทันที

 

เจ้าของอาคารให้ความสนับสนุน

เมื่อครั้งแรกที่ติดต่อขอเช่าอาคาร โดยแจ้งวัตถุประสงค์ว่าเราต้องการเช่าเป็นสำนักงานของบริษัทที่ชั้นสอง ชั้นสามเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ชั้นล่างเป็นห้องสมุดธรรมะ ทำให้ “คุณพีระพงษ์ เตชวัชรา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพชรไทย เคมีภัณฑ์ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของอาคาร ได้เรียกเข้าไปพบเพื่อสอบถามรายละเอียด และเมื่อได้พูดคุยรายละเอียดแล้ว คุณพีระพงษ์จึงได้ให้ความสนับสนุนโดยการไม่เก็บค่ามัดจำใด ๆ  รวมถึงลดค่าเช่าให้ในปีแรกเป็นเดือนละ 20,000.- บาท ปีที่สองเดือนละ 25,000.- เราจึงได้เริ่มต้นโครงการนี้ ที่อาคารบนถนนไมตรีจิตต์ ในวันที่ 15 มิถุนายน 2552 โดยคุณพีระพงษ์ ยังให้ดำเนินการปรับปรุงอาคารได้ 1 เดือนโดยไม่คิดค่าเช่า

 

ได้รับความช่วยเหลือจากพี่เสรี พี่นฤมล ปิ่นทอง

ในวันแรกที่เริ่มต้น อาคารแห่งนี้มีเพียงโครงสร้างปูนของอาคารเท่านั้น เพราะสายไฟ แอร์ ฝ้า หน้าต่าง กระจกอลูมิเนียม รวมถึงระบบของอาคาร ทั้ง 3 ชั้น ถูกโจรกรรมไปทั้งสิ้น ทำให้ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ในช่วงเวลานั้น “พี่เสรีและพี่นฤมล ปิ่นทอง” เจ้าของโรงพิมพ์รุ่งเรืองวิริยะพัฒนา ได้เห็นว่าการทำศูนย์ปฏิบัติธรรมและห้องสมุดนั้น มีประโยชน์มาก จึงให้ยืมเงินมาดำเนินการบูรณะปรับปรุงอาคาร 300,000.- บาท โดยให้ค่อย ๆ ทยอยคืนเป็นเดือน ๆ ไป ซึ่งกว่าจะสามารถคืนเงินได้ครบก็ใช้เวลากว่าครึ่งปี

แต่ด้วยขาดประสบการณ์ในการทำอาคาร มีเพียงประสบการณ์ในการปรับปรุงต่อเติมบ้านที่พักอาศัย ทำให้คำนวณค่าใช้จ่ายทุกอย่างผิดพลาดไปมาก เช่น ระบบไฟของบ้านกับระบบไฟอาคารนั้นแตกต่างกันมาก การคิดคำนวณเรื่องค่าแรง ค่าอุปกรณ์ ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้งบประมาณเพียง 300,000.- บาทในตอนเริ่มต้นนั้นไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถปรับปรุงอาคารให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือนได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำบุญศูนย์ครั้งแรก

ตั้งแต่เริ่มคิดเริ่มทำโครงการนี้ คุณณัฐวรรธน์ได้กราบเรียนปรึกษา “พระครูปลัดทองสุข ฐิตสีโล” ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติธรรม วัดถ้ำพระผาคอก จ. เชียงราย (สาขาวัดอัมพวัน จ. สิงห์บุรี) มาโดยตลอด เมื่อได้กราบเรียนท่านว่า ได้ทำการเช่าอาคารห้าห้องทุบติดกันบริเวณหัวลำโพงเพื่อใช้ในโครงการนี้แล้ว  ท่านจึงได้แนะนำให้ทำบุญให้กับสถานที่ โดยเริ่มต้นด้วยการตักบาตร นิมนต์พระพุทธเข้าที่อาคาร แล้วให้ทุกคนในคณะอาราธนาศีล 8 และร่วมกันสวดมนต์ ทำกรรมฐานที่อาคาร จากนั้นก็แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล ทำการบอกกล่าวแจ้งจุดประสงค์เจตนาของเรา ดังนั้นเราจึงได้ทำบุญศูนย์กันครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 2552

 

พระอาจารย์ทองสุข เดินทางมาดูความคืบหน้าในการสร้างศูนย์

หลังจากดำเนินการปรับปรุงอาคารมาได้ประมาณ 1 เดือน พระอาจารย์ทองสุข ฐิตสีโล ก็ได้เดินทางมาที่ศูนย์ เพื่อดูความคืบหน้าในการปรับปรุงอาคาร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2552 (หลังจากงานวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญที่วัดอัมพวัน) พระอาจารย์สองสุข ท่านได้เข้ามาให้คำแนะนำในด้านต่าง ๆ โดยท่านแนะนำให้ทุบห้องน้ำที่ชั้น 3 เสีย และขยายเป็นห้องปฏิบัติกรรมฐานทั้งหมด ท่านแนะนำให้ปูพื้นหินอ่อน เพราะทำให้ห้องเย็น ประหยัดแอร์ สีของหินอ่อนจะทำให้บรรยากาศในห้องนั้นดูสงบ ร่มเย็น อีกทั้งยังเป็นแนวและระยะในการเดินจรงกรมอีกด้วย การแก้ปัญหาเรื่องน้ำรั่ว ห้องน้ำ และส่วนสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านก็ได้แนะนำไว้ทั้งสิ้น

ในครั้งนั้น การปรับปรุงอาคารยังไม่เป็นที่เรียบร้อย เริ่มมีการติดกระจกที่ชั้นสองแล้ว ที่ชั้นอื่นยังไม่มี มีแต่พัดลม ห้องน้ำก็ยังไม่ค่อยสะดวก แต่พระอาจารย์ทองสุข ท่านก็ยังมาจำวัดที่ศูนย์ เพื่ออยู่ให้คำแนะนำ และเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่มาร่วมกันดำเนินงานสร้างศูนย์แห่งนี้ด้วย

 

หลายคนเข้ามาร่วมช่วยกัน

เมื่อเริ่มทำการปรับปรุงอาคารไปเรื่อย ๆ ข่าวการก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมในกรุงเทพฯ ก็เริ่มกระจายออกไป ทำให้มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายท่าน เข้ามาช่วยกันร่วมคิดร่วมทำศูนย์แห่งนี้ เริ่มตั้งแต่พี่วิภาพรรณ สุคนธ์สวรรค์ ได้เชิญพี่บ๊วยที่เป็นวิศวะกรโยธา ให้ช่วยมาดูโครงสร้างอาคารเก่าหลังนี้ คุณฉลอง เจริญวงศ์สวัสดิ์และภรรยา (คุณเป้งและคุณอ้อ) ก็ได้เข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาในการก่อสร้างศูนย์ให้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันที่ศูนย์เปิด ช่วยหาผู้รับเหมา ดูแลเรื่องราคา ซื้อที่ไหนอย่าง่ไร ช่วยหาคนออกแบบตกแต่งภายในมาช่วยออกแบบห้องสมุด และยังเป็นผู้ออกแบบส่วนอื่น ๆ เองอีกด้วย

 

ประสบปัญหาด้านเงินทุน

เนื่องด้วยการปรับปรุงอาคารขนาดหน้ากว้าง 18 เมตร จำนวน 3 ชั้น ซึ่งเป็นอาคารเก่าและเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เกือบทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องใช้ทุนดำเนินการสูง จากที่ประเมินไว้ตอนแรก  3 แสนบาทนั้นไม่พอ ทำให้การปรับปรุงอาคารแห่งนี้จึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำขนานกันไปกับการจัดทำ “การ์ตูนหลวงปู่จรัญฯ” จึงทำให้สภาวะการเงินและการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาด

จนสิ้นปี 2552 ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกี่ยวกับทีมงานที่จัดสร้าง “การ์ตูนหลวงปู่จรัญกับเณรน้อยช่างคิด” จึงทำให้คุณณัฐวรรธน์ตัดสินใจ หยุดการดำเนินการจัดสร้างไว้ก่อน และมุ่งหน้าที่จะสร้างศูนย์ฯ แห่งนี้ให้สำเร็จเพียงอย่างเดียว

ในปี 2553 ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศเองยังไม่สู้ดีนัก เราต้องประสบกับภาวะการณ์หลายอย่าง นับตั้งแต่ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจซบเซา การชุมนุมประท้วง ทำให้มีผลกระทบต่อบริษัทเป็นอย่างมาก จนทำให้การดำเนินการปรับปรุงก่อสร้างส่วนต่าง ๆ ของ “บ้านธรรมนำใจ” เป็นไปอย่างล่าช้า และในช่วงปลายปี 2553 ทางโรงพิมพ์ได้แจ้งยกเลิกการพิมพ์และสต๊อกหนังสือทั้งหมด ซึ่งการจะทำให้หนังสือมีราคาถูก เราจำเป็นต้องพิมพ์เก็บไว้เป็นจำนวนมาก แล้วมาทยอยจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปเผยแผ่ทีละน้อย ทำให้ไม่สามารถแบกรับการพิมพ์สต๊อกหนังสือ “การ์ตูนหลวงปู่จรัญกับเณรน้อยช่างคิด” ไว้ได้  จึงต้องหยุดการสต๊อกหนังสือที่มีด้วยกันทั้งหมด 7 เล่มในปลายปี 2553 นี้เอง

 

เปลี่ยนเป็นชื่อ “บ้านธรรมนำใจ”

ในแรกเริ่มเดิมทีเราตั้งใจให้คนรู้จักที่นี่จากการเป็นห้องสมุดธรรมะที่มีรูปแบบไม่น่าเบื่อ มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรองรับเด็กและเยาวชน และไม่อยากให้คนรู้สึกเกร็งจึงได้ใช้ชื่อ “บ้านหนังสือ” แทน เพราะเห็นว่า เราเป็น “บ้าน” มากกว่า “ห้อง” เรามี “หนังสือ” มากกว่า “สมุด” และเราเองก็ไม่ได้เป็น “สำนัก” จึงใช้คำว่า “บ้านหนังสือ” นี้เป็นชื่อเรียกกันในหมู่พี่ๆ น้องๆ ตอนเริ่มต้น

จนช่วงปี 2553 นี้เอง คุณจักรี จ่ายกระโทก ได้ตั้งชื่อ “บ้านธรรมนำใจ” ขึ้นมา ซึ่งเป็นชื่อที่เห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้องแล้ว เราต้องเอาธรรมะนำจิตใจ จึงได้ใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการ

 

พระอาจารย์ทองสุขให้กำลังใจ

ช่วงหน้าร้อนปี 2554 เป็นช่วงที่หนักที่สุดของการสร้าง “บ้านธรรมนำใจ” เนื่องด้วยสภาวะการณ์หลาย ๆ อย่าง ทั้งด้านเงินทุน ทั้งคนช่วยดำเนินงาน ทำให้คุณณัฐวรรธน์ ถึงกับถอดใจคิดจะหยุดดำเนินการ ได้ปรึกษากับคุณภัทรชนันท์ภรรยาและเห็นพ้องกันว่าเราคงทำต่อไปไม่ไหวแน่ จึงได้โทรไปกราบเรียนพระอาจารย์ทองสุข ท่านจึงได้ให้กำลังใจและขอให้อดทนอีกสักหน่อย ทำงานนี้ให้สำเร็จ ศูนย์นี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก จึงได้อดทนและมุ่งหน้าสร้างศูนย์แห่งนี้ต่อไป

กำลังใจอีกส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ยังมุ่งหน้าสร้างบ้านหลังนี้ต่อไปได้ก็คือ ช่วงที่ประสบปัญหามากๆ น้องที่เป็นพนักงานเข้ามาหาแล้วบอกว่า “พี่พวกหนูไม่เป็นไร พี่หนุ่มทำศูนย์ต่อไปนะ”

ช่วงก่อนเข้าพรรษาในปีนั้น คุณณัฐวรรธน์และภรรยาได้ไปเข้ากรรมฐานพร้อมกันที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดถ้ำพระผาคอก จ. เชียงราย เมื่อออกกรรมฐานแล้ว พระอาจารย์ทองสุขท่านก็เทศน์สอน ให้กำลังใจ และเห็นว่าในสิ้นปีนี้น่าจะปรับปรุงได้เสร็จ

 

การปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในศูนย์

จากในความตั้งใจที่เราต้องการพื้นที่ชั้น 2 ไว้เพื่อใช้สำหรับการสร้างการ์ตูนหลวงปู่จรัญฯ แต่จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ประกอบกับการไปกราบนมัสการพระอาจารย์ทองสุขเมื่อตอนก่อนเข้าพรรษา พระอาจารย์ท่านเน้นมาก ที่จะให้ศูนย์มีโรงครัวเป็นของตนเอง ไม่แนะนำให้ทำอาหารจากภายนอกแล้วยกมา จึงทำให้มีการปรับพื้นที่ใช้สอยของศูนย์ โดยนำห้องสมุดไปไว้ที่ชั้น 2 โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ด้วย และให้ชั้นล่าง เป็นโรงครัวและร้านอาหารอย่างเต็มตัว และ “บ้านธรรมนำใจ” จึงเป็นพื้นที่สำหรับสาธารณะประโยชน์ทั้งอาคาร

 

ตั้งใจเปิดศูนย์ช่วงปลายปี 2554

หลังจากพยายามดำเนินการต่อไป โดยใช้ทุนทั้งหมดเท่าที่จะหาได้ จนเห็นว่าน่าจะพอเปิดดำเนินการได้ จึงกำหนดเปิด “บ้านธรรมนำใจ” ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 โดยได้กราบเรียนนิมนต์พระอาจารย์ทองสุขมาเปิดศูนย์ฯและอบรมเป็นครั้งแรก แต่ก็ประสบกับภาวะการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เสียก่อน จึงต้องเลื่อนเปิดศูนย์ฯ ออกไปอีก

น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ก็มีผลกระทบเป็นอย่างมาก พนักงานแทบทุกคนของบริษัทโดนน้ำท่วม ไม่สามารถทำงานส่งได้ทัน โดนยกเลิกงานไปหลายชิ้น ที่บ้านก็น้ำท่วมหนัก แต่ทุกคนก็ยังอดทนมุ่งหน้าต่อไป

 

เปิด “บ้านธรรมนำใจ” ได้สำเร็จ

จนในที่สุด วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 เราก็ได้ทำการเปิด “บ้านธรรมนำใจ” ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แนวสติปัฏฐานสี่ได้สำเร็จ โดยพระอาจารย์ทองสุขกับคณะสงฆ์ วัดถ้ำพระผาคอก จ.เชียงราย ท่านเดินทางมามารับผ้าป่าสร้างศูนย์ ทำการเปิดและเจิมป้าย อีกทั้งยังมาอบรมกรรมฐานให้กับคณะผู้ปฏิบัติรุ่นแรกของ “บ้านธรรมนำใจ” อีกด้วย

ผ้าป่าสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม “บ้านธรรมนำใจ” ในครั้งนี้ คุณณัฐวรรธน์ได้นำยอดเงิน ที่ได้ทำการบูรณะสถานที่และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างศูนย์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งรวมเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท มาใส่ในยอดผ้าป่าครั้งนี้ ร่วมกับเงินทำบุญจากญาติธรรมท่านอื่น ๆ รวมเป็นผ้าป่าสร้างศูนย์ ถวายเป็นพุทธบูชาไปทั้งหมด ดังนั้น “บ้านธรรมนำใจ” แห่งนี้จึงเป็นสาธารณะ มิได้มีฆารวาสคนใดเป็นเจ้าของอีกต่อไป “บ้านธรรมนำใจ” จึงมีหน้าที่สร้างประโยชน์แก่สาธุชน สนองคุณพระพุทธศาสนา ตอบแทนคุณของครูบาอาจารย์ ด้วยการสร้างคนด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไป

 

พระอาจารย์ทองสุข รับ “บ้านธรรมนำใจ” เข้าเป็นสาขา

กลางเดือนมีนาคม 2556 คุณณัฐวรรธน์ ในฐานะผู้จัดการศูนย์ ได้เดินทางไปเข้าปฏิบัติกรรมฐาน 7 วัน ตามที่พระอาจารย​์ทองสุขท่านได้สั่งไว้ว่าให้ไปเก็บอารมณ์ทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เมื่อออกจากรรมฐานแล้ว ก็ได้กราบเรียนถึงการดำเนินงานของ “บ้านธรรมนำใจ” ในปีที่ผ่านมา และได้กราบเรียนปรึกษาที่จะขอให้บ้านธรรมนำใจ เข้าเป็นสาขาภายใต้ความดูแลของท่านอย่างเป็นทางการ

พระอาจารย์ทองสุขท่านได้พิจารณาถึงเหตุปัจจัยหลายๆ ประการแล้ว และเห็นว่าควรรับศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน “บ้านธรรมนำใจ” เข้าเป็นสาขาของ ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน “วัดถ้ำพระผาคอก” อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ภายใต้ความดูแลของท่านอย่างเป็นทางการ นั่นทำให้ความมุ่งหวังอีกประการหนึ่งของคุณณัฐวรรธน์สำเร็จตามที่ปราถนา เพราะตั้งแต่เริ่มสร้างศูนย์แห่งนี้ขึ้น ก็ได้ตั้งใจและหวังไว้ว่าจะให้เป็นสาขาภายใต้ดูแลของพระอาจารย์ทองสุขท่าน

ในวันที่ 22 มีนาคม 2556 พระอาจารย์ทองสุขจึงได้รับ “บ้านธรรมนำใจ” เข้าเป็นสาขาของท่านอย่างเป็นทางการ พร้อมกับมอบเงินขวัญถุงใส่บัญชีของบ้านธรรมนำใจ ที่ท่านเปิดในชื่อของท่าน จำนวน 2,000 บาท เพื่อเป็นเงินตั้งต้นในการดำเนินงานของ “บ้านธรรมนำใจ” เพื่อให้เกิดประโยชน์สืบไปในอนาคตอีกด้วย

“บ้านธรรมนำใจ” จะเดินหน้าเพื่อเป็นสถานที่ ในการสร้างคน ปลุกคนให้ตื่น เสกคนให้เป็นงาน ด้วยการสวดมนต์ ทำกรรมฐาน สามารถสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่พระพุทธศาสนา ประเทศชาติและสังคมของเราได้สืบไป

 

2 ปี ของบ้านธรรมนำใจ

เกือบ 2 ปีของบ้านธรรมนำใจ ได้มีเพื่อนบ้านแวะเวียนเข้ามาปฏิบัติธรรมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีคนมาปฏิบัติแค่ 6 คน จนในปัจจุบันมีคนจองเกือบ 100 คนต่อคอร์ส ในขณะที่บ้านธรรมรับผู้ปฏิบัติคอร์สละ 50 คนเท่านั้น

ในปี 2555 ปีแรกของบ้านธรรมนำใจ มีผู้เข้ามาปฏิบัติธรรมแล้ว 189 คน
ในปี 2556 มีเพื่อนบ้านเข้ามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนถึงวันนี้กว่า 500 คนแล้ว (สถิติถึงเดือนกันยายน)

ในปลายปี 2556 “บ้านธรรมนำใจ” ได้เริ่มเปิดให้มีการปฏิบัติธรรมเดือนละ 3 รุ่น รวมถึงเปิดให้มีการอบรมเป็นหมู่คณะสำหรับบริษัทห้างร้าน หน่วยงานต่างๆ และคาดว่าในต้นปี 2557 จะสามารถเปิดให้มีการปฏิบัติธรรมได้ทุกอาทิตย์ และรองรับผู้ปฏิบัติได้มากกว่า 70 คน

ในปีต่อไปของ “บ้านธรรมนำใจ” น่าจะมีเพื่อนบ้านแวะเวียนเข้ามาปฏิบัติกว่าปีละ 2,000 คน

 

“บ้านธรรมนำใจ” เกิดจากความตั้งใจและความพยายาม

หากท่านได้อ่านลำดับความเป็นมาของ “บ้านธรรมนำใจ” ตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ท่านจะเห็นได้ว่า เราทุกคนที่ร่วมกันสร้างบ้านหลังนี้มา มิใช่คนร่ำรวยแต่อย่างใด มิใช่คนที่มีเงินมีทองเหลือใช้มากมายแล้วนำมาสร้าง แต่เราสร้างบ้านหลังนี้ ด้วยความตั้งใจ ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจของพวกเราทุกคน “เงิน” เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่จำเป็น แต่ “เงิน” ไม่สำคัญเสมอไป

หากเราเป็นคนร่ำรวย มีเงินทองมากมาย เราอาจจะเห็นประโยชน์ในส่วนอื่นมากกว่าการทำในจุดนี้ก็เป็นได้ ดังนั้น หากเรามีเงินมีกำลังทรัพย์ ก็จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว แต่ถ้ามีน้อย เราก็จะค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เหมือนกับที่ครูบาอาจารย์ทุกท่าน ได้สร้างศูนย์ฯ ทุกแห่งขึ้นมา ท่านก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ทั้งสิ้น เราเองซึ่งเป็นศิษย์ ก็น้อมนำเอามาเป็นแบบอย่างและเพื่อเป็นแนวทางไม่ให้เรา “หลง” ด้วยเช่นกัน

ในวันนี้ “บ้านธรรมนำใจ” ก็ได้เปิดดำเนินการ เป็นศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดิน หากท่านเลิกงานแล้วจะมาสวดมนต์ ทำกรรมฐาน หากขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วก็สามารถเดินทางมาได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง นอกจากนั้น ท่านยังเดินทางโดยรถไฟและรถเมล์ได้

บ้านแห่งนี้ มีความตั้งใจเต็มเปี่ยม ที่จะเป็นเพื่อนบ้านของท่าน เปิดบ้านไว้ให้ทุกท่านสามารถแวะเวียนเข้ามาเพื่อพัฒนาสติ เพื่อเป็นที่พักพิงในคราวเหนื่อยล้า เพื่อเป็นที่สอบถามการบ้าน เพื่อเป็นที่เติมกำลังใจให้กันและกันที่บ้านหลังนี้ “บ้านธรรมนำใจ”


บทความนี้ เขียนขึ้นจากความทรงจำ
ไม่ได้ทำเป็นบันทึกประวัติการสร้างศูนย์ไว้ตั้งแต่ต้น
หากสิ่งใดขาดตกบกพร่องไป ต้องขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้

ด้วยความเคารพ
ณัฐวรรธน์ ภรนรา
facebook.com/noomnattawat

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ขอขอบคุณจากใจ”

 

กราบขอบพระคุณในความกรุณาอย่างที่สุดของ “พระครูปลัดสุขุม ศีลานุกิจ (พระอาจารย์ทองสุข ฐิตสีโล)”

ท่านให้ความสนับสนุน ช่วยเหลือแนะนำ สั่งสอนมาตลอดระยะเวลาสร้างศูนย์
เปิดศูนย์แล้วท่านก็ยังเดินทางมาสอนด้วยตนเอง สิ่งใดของศูนย์ขาดท่านก็จัดหามาให้

 

ขอขอบคุณที่ร่วมกันสร้าง “บ้านธรรมนำใจ”

การปรับปรุงชั้น 3 ทำการทุบรื้อโดยญาติธรรมหลาย ๆ ท่าน พี่นิคมและเพื่อน ๆ ช่วยกันมาทุบห้องน้ำที่ชั้น 3 ออก พี่เอ็ม ประมวล วิทยะบำรุงกุล ช่วยกระเทาะกระเบื้อง ซึ่งพี่เอ็มใช้เวลาหลายวันนั่งทำ การลอกวอลเปเปอร์ก็เป็นอีกงานหนัก พี่มาลีและพี่ๆ น้องๆ หลายๆ คน ได้เข้ามาช่วยในส่วนนี้ นอกจากนี้ยังมี พี่สมศักดิ์ ชูศรีขาว, จักรี, ฟ้า กัญญาภัค, อัฐ, ไอซ์, ปิ๊ก, ปุ๋ย, ป๊อป และมีพี่ๆ น้องๆ อีกหลายคนที่มาช่วยกัน

การแก้ไขน้ำรั่วที่ชั้น 1 พระอาจารย์ทองสุข ฐิตสีโล ให้ช่างที่ก่อสร้างศูนย์ฯ ผาคอก ที่เชียงราย เดินทางมาช่อมแซมให้

คุณพ่อสำเนียง เกิดสุขโข, คุณแม่สุดใจ เกิดสุขโข และคุณน้าลลิดา พิมพ์วงศ์ทอง คุณพ่อ คุณแม่ และคุณน้าของคุณณัฐวรรธน์ เป็นผู้ช่วยดำเนินการทุกอย่าง ตั้งแต่ขับรถซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างตั้งแต่วันแรกที่ก่อสร้างจนวันเปิดศูนย์ หินอ่อนที่ใช้ปูพื้นห้องปฏิบัติที่ชั้น 3 ทั้ง 3 คนก็วิ่งไปเลือกซื้อมาจากสระบุรี เมื่อเปิดศูนย์แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ก็มาช่วยดูแลศูนย์ มาเป็นแม่ครัวให้ศูนย์ด้วย

คุณพ่อโปย บัตรสูงเนิน พ่อของคุณภัทรชนันท์ เป็นหัวแรงหลักสำคัญ ในการปรับปรุงอาคารหลังนี้กว่า 80% กับญาติพี่น้องชาวปากช่อง อาโป๊ด, อามนู ญาติพี่น้องบ้านโคกแฝก น้าโป่ย, น้ามงคล เริ่มตั้งแต่การทาสีห้องกรรมฐานชั้น 3 คุณพ่อก็เป็นคนทาสีเอง (คุณพ่อทาสีแทบทั้งอาคารนี้) ช่วยกันซ่อมฝ้า ซ่อมไฟ ที่ชั้น 3 ปรับปรุงสร้างห้องน้ำเพิ่มที่ชั้น 2 ก่อสร้างโรงครัวและห้องน้ำที่ชั้น 1 และที่ขาดไม่ได้ คุณแม่เอียด สมจิตร บัตรสูงเนิน ที่ตามมาเป็นแม่ครัว ทำอาหารเลี้ยงทีมช่างด้วย

คุณณัฐวรรธน์และคุณภัทรชนันท์ ภรรยา ช่วยกันทาสีห้องประชุมที่ชั้น 2 เก็บกวาดขัดถูศูนย์อยู่หลายรอบ

ตลอดระยะเวลาที่ปรับปรุงอาคารหลังนี้ ได้จักรี และ อัฐ ช่วยกันอยู่ดูแลศูนย์ในช่วงที่ปิดถึง 2 ปี เพื่อกันไม่ให้ถูกโจรกรรมทรัพย์สินต่าง ๆ ในศูนย์ แม้ว่าจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ แต่ทั้งสองคนก็อดทนเป็นอย่างมาก เพื่อให้ศูนย์แห่งนี้สำเร็จให้ได้

โลโก้ของ “บ้านธรรมนำใจ” นั้น อาจารย์นพดล วิฬุห์ชาตะพันธ์ รองคณะบดีฝ่ายบริหาร คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ร่างต้นแบบ และจัดทำป้ายด้านหน้าศูนย์ด้วยตนเอง

การพัฒนาโลโก้จนเป็นภาพลายเส้นที่สมบูรณ์ เราได้ คุณวิษณุพงศ์ คลื่นแก้ว เป็นผู้ออกแบบและจัดทำ

เอ็ม ศุภกฤติ มูลโชติ ช่างประจำศูนย์ ช่วยซ่อมแซม ช่วยทำทุกอย่างในศูนย์ เรียกได้ว่าแทบทุกส่วนของศูนย์ เอ็มจะมีส่วนร่วมด้วยเสมอ

 

ผู้ที่ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ แนะนำ จนมี “บ้านธรรมนำใจ” แห่งนี้ได้

คุณเสรี ปิ่นทองและคุณนฤมล ภรรยา (บจก. รุ่งเรืองวิริยะพัฒนาโรงพิมพ์) ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน แนะนำและสอนสิ่งที่ดี ๆ ให้กับศิษย์ผู้น้องเสมอมา พี่เสรีเป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ที่หากไม่มีพี่เสรีแล้ว “การ์ตูนหลวงปู่จรัญกับเณรน้อยช่างคิด” ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเรียบเรียงหนังสือธรรมะของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจนมาถึงทุกวันนี้

คุณพีระพงษ์ เตชวัชรา (บจก. เพชรไทย เคมีภัณฑ์) ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และเล็งเห็นความสำคัญของการมีศูนย์ปฏิบัติธรรม บนถนนเส้นนี้

คุณรุ่งชัย ดำรงทวีศักดิ์ และครอบครัว (หจก. สยามแทร็ค ผู้จำหน่ายอะไหล่รถแทร็คเตอร์) ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน

คุณหมอจักรพงษ์ ไพบูลย์และคุณหมอบ๊วย ภรรยา (กลุ่มบริษัท กิฟฟารีน) ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน

คุณนิสา มังกรทอง (บจก. ซีสเต็ม 2000 ผู้แทนจำหน่ายชุดหูฟัง plantronics) ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน

คุณปิติ ลลิตโรจน์วงศ์และคุณกุง ภรรยา (ร้านขายของเล่น พัฒนาภัณฑ์ เยาวราช) ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนตลอดระยะเวลาสามสี่ปีที่สร้างศูนย์ เมื่อเปิดศูนย์แล้ว ทุกครั้งที่พระอาจารย์มาสอน ก็จะพาครอบครัวมาทำวัตรเย็น มาฟังเทศน์ทุกครั้ง คุณปิติเองก็ยังมาช่วยดูแลเรื่องเครื่องเสียงให้ทุกครั้งอีกด้วย

คุณฐิติรัตน์ งาทอง (หจก. เจ เอส กิ๊ฟ) ช่วยจัดหาแอร์ราคาถูก วิ่งหาผ้าม่าน และของใช้ในศูนย์อีกหลายรายการ ทำให้ประหยัดงบประมาณไปมาก จนสามารถเปิดดำเนินการได้ในที่สุด

คุณสมโชน์ บุญเสถียรวงศ์ (หจก. บุญเฮียบเฮงอิมปอร์ต) ได้ให้พื้นที่จอดรถแก่ศูนย์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

 

รายชื่อผู้รับเหมา ที่ช่วยดำเนินการจนสร้าง “บ้านธรรมนำใจ” ได้สำเร็จ

พี่กบ มงคลแอร์ (089-893-3891) เป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำในการติดตั้งแอร์ของศูนย์นี้ ให้ดำเนินการได้ด้วยดีตลอดมา
คุณตุ๊ก บริษัทรับทำความสะอาด (088-500-6069) ที่ดูแลดีและเก็บงานได้เรียบร้อย
คุณบอล รับทำงานจากไม้ไผ่ (084-722-9221) คุณบอลช่วยออกแบบฉากกั้นนอนในห้องปฏิบัติกรรมฐาน
คุณปกรณ์ บริษัท CSC (081-308-9270) ตัวแทนจำหน่ายแอร์ samsung และกล้องวงจรปิด ที่ให้ราคาพิเศษกับศูนย์
ร้านโต๊ะหมู่บูชาไม้สัก อ.เด่นชัย จ.แพร่ (087-172-7988) ทำโต๊ะหมู่บูชาตามขนาดห้องปฏิบัติของศูนย์
ลุงเทพ ทำกระจกอลูมิเนียม (081-306-9087) ลุงเทพช่วยทำกระจกและกรอบอลูมิเนียมของอาคารให้ทั้ง 3 ชั้น
คุณอาร์ม บริษัทอาคารไทย (081-553-0687) ช่วยออกแบบห้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
คุณอาร์ม รับออกแบบภายใน (081-446-6696) ช่วยออกแบบตกแต่งห้องสมุดธรรมะ
คุณเบลล์ รับออกแบบภายใน (086-756-8771) ช่วยออกแบบตกแต่งศูนย์
พี่แหม่ม รับทำผ้าม่าน (087-975-9534) ทำผ้าม่านให้ห้องกรรมฐาน ฉากหลังโต๊ะหมู่บูชา และห้องสมุดที่ชั้นสอง