แนวทางของ “บ้านธรรมนำใจ”

ศูนย์ปฏิบัติธรรม "บ้านธรรมนำใจ" บ้านไม่ใหญ่ แต่ใจกว้าง

แนวทางของ “บ้านธรรมนำใจ” และเรื่องน่ารู้

ถามมาตอบไป สบาย ๆ อ่านง่าย แต่เข้าใจกัน

 

“บ้านธรรมนำใจ” ดำเนินการภายใต้มูลนิธิใด?

“บ้านธรรมนำใจ” เป็นสาขาของ ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วัดถ้ำพระผาคอก อ.เวียงชัย จ.เชียงราย
ในการดูแลของ ท่านพระครูปลัดสุขุม ศีลานุกิจ (พระอาจารย์ทองสุข ฐิตสีโล) ภายใต้มูลนิธิ หลวงปู่จรัญอุปถัมภ์

ดังนั้น มูลนิธิ, รายการโทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือ หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมอื่นใด ที่มีชื่อคล้ายคลึงกับ “บ้านธรรมนำใจ”
ไม่ว่าจะเป็นชื่อ มูลนิธิทำนำใจ มูลนิธิใจนำธรรม มูลนิธิทำใจนำ มูลนิธินำทำใจ มูลนิธิธรรมนำใจ มูลนิธิใจนำทำ
หรือในชื่ออื่นใด ทาง “บ้านธรรมนำใจ” และ “ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนา วัดถ้ำพระผาคอก”
มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ท่านใด เป็นอาจารย์ประจำของ “บ้านธรรมนำใจ”?

ที่ “บ้านธรรมนำใจ” ไม่มีเจ้าหน้าที่ท่านใดเป็นครูบาอาจารย์

เรามีพระพุทธองค์ เป็นบรมครู
เรามีพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ เป็นอาจารย์ใหญ่
เรามีพระอาจารย์ทองสุขและพระเถราณุเถระ เป็นอาจารย์อาวุโส

ส่วนเราทุกคนก็เป็นนักเรียน ท่านเข้ามาก็เป็นนักเรียน
เพียงแต่ตอนท่านเดินเข้ามา เราได้นั่งเรียนกันอยู่ก่อนแล้ว
แต่ไม่ว่าใครจะเข้ามาก่อนมาหลัง เราทุกคนก็เป็นเหมือนนักเรียนห้องเดียวกัน

เราทุกคนก็เป็นนักเรียนเหมือนกัน
สอบถามกันเหมือนนักเรียนถามการบ้านกัน
แม้ลอกการบ้านกัน ก็ไม่ได้มีใครเป็นอาจารย์ใคร
เราแนะนำกัน เหมือนเพื่อนแนะนำกัน

เราไม่ได้สนับสนุนฆารวาสคนใด ให้ตั้งตนเป็นอาจารย์
เราไม่คิดตั้งตนเป็นอาจารย์
เราไม่ต้องการเป็นเจ้าสำนัก เราจึงไม่ได้ตั้งสำนัก

พอดีเรามีบ้านหลังหนึ่ง ที่เราพอแบ่งปันร่วมกันพักพิงได้
จึงได้บอกไปยังเพื่อน ๆ ทุกคน ว่ามีบ้านอยู่หลังหนึ่ง

“บ้านเราไม่ใหญ่ แต่เราใจกว้าง”

มาพักบ้านเราได้ มาทำการบ้านที่บ้านเราได้

เรามีข้าวมีน้ำ ต้องรับข้บสู้นักเรียนโรงเรียนเดียวกันเสมอ
เราไม่ได้ต้องการเงินทอง
เราไม่ได้ต้องการชื่อเสียง

แค่เราอยากเห็นเพื่อนเราได้ดี
แค่อยากเห็นรุ่นน้องเราได้ดี
และเมื่อเห็นเพื่อนได้ดี เราก็ดีใจด้วยแล้ว

 

ที่บ้านธรรมนำใจสอนอะไร?

เราเน้นเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นหลัก
ด้วยการสวดมนต์ ทำกรรมฐานแนวสติปัฏฐานสี่

เราไม่ได้สอนให้ไป “สวรรค์”
เราไม่ได้สอนให้ไป “นิพพาน”
เราไม่ได้สอนให้มี “ฤทธิ์”
เราไม่ได้สอนให้ “สแกนกรรม”
เราไม่ได้สอนให้ “ระลึกว่าสามชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นอะไร”

แต่ครูบาอาจารย์เราสอนให้สร้าง “สติ”
เมื่อมี “สติ” จะเกิด “ปัญญา” จะแก้ไข “ปัญหาชีวิตได้” จะมี “สมบัติมนุษย์” ติดตัว

 

แล้วเอา “สติ” ไปแก้ปัญหากันได้อย่างไร?

เราให้ท่านแก้ในปัจจุบันก่อน
แก้ไขตัวเองก่อน ก่อนจะไปแก้คนอื่น

เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว เกิด “สติ” เกิด “ปัญญา”
ก็จะอ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น เห็นตัวตาย คลายทิฐิ ดำริชอบ ประกอบกุศล
เมื่อรู้ตัวเอง เห็นตัวเอง ก็จะแก้ไขตัวเองได้ แล้วก็จะช่วยตัวเองได้ และช่วยคนอื่นได้ต่อไป

 

เราจะช่วยคนอื่นได้ด้วยวิธีใด?

สแกนกรรมเหรอ?
ระลึกว่าอดีต 3 ชาติ ที่แล้วไปทำอะไรไว้หรือ?

เปล่า!!!

ช่วยคนอื่น ด้วยการทำดีให้คนอื่นดู
แก้ไขตัวเองก่อน แก้ไขตัวเองได้ก็ช่วยผู้อื่นได้

 

แล้วช่วยใครก่อน?

เริ่มจากช่วยคนในครอบครัวก่อน
เราแก้ไขตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี

ทำดีให้ลูกดู
ต่อไปลูกก็เลียนแบบตัวอย่างดี ๆ นี่เราก็ช่วยลูกได้แล้ว

ทำดีให้ภรรยาดู
ต่อไปภรรยาเขาก็ดีกับเราเอง นี่ก็ช่วยภรรยาได้แล้ว

ทำดีต่อพ่อแม่
นี่เดี๋ยวพ่อแม่เขาก็หันเหเร่มาทางธรรมเอง ก็ช่วยพ่อแม่ได้แล้ว

ไม่ต้องมีฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศ
ไม่ต้องสะกดจิต อ่านใจ สแกนไปสแกนมา
ไม่ต้องระลึกชาติ เห็นเรื่องคนโน้นคนนี้
ไม่ต้องดูดวงชะตา ดูอนาคต สะเดาะห์เคราะห์ แก้บน

เพียงแต่มี “สติ” รู้ตน รู้ปัจจุบันของตน รู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ และรู้ว่าควรจะทำอะไร

ต่อไปก็จะ “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” ได้ในที่สุด

 

แล้วสอนให้ระลึกชาติได้จริงไหม?

จริง!!! แต่เป็นชาตินี้นะ……..      ไม่ใช่อดีตชาติ ไม่ใช่ชาติที่แล้ว

ระลึกให้ได้ว่า ชาตินี้ ได้เกิดมาแล้ว เสียชาติเกิดไหม
ตั้งแต่เกิดมา ทำอะไรไม่ดีเอาไว้บ้าง
ควรแก้ไขตนเองอย่างไร ตรงไหนยังไม่ดี
แล้วไอ้ที่ดีมันเป็นอย่างไร ทำไม่ได้เพราะอะไร ฝืนใจได้หรือยัง

ระลึกก็ระลึกชาตินี้ ตอนนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้

 

ปฏิบัติแล้ว จะรู้อนาคตได้ไหม?

ได้!!! แต่รู้ได้จากการกระทำของตนในวันนี้ ทำวันนี้ดี พรุ่งนี้ดีแน่
กินข้าวตอนนี้ กินไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็อิ่มแน่

ทำดีไปตอนนี้ เดี๋ยวอีกหน่อยก็ดีแน่
เพราะเราทุกคนที่ “บ้านธรรมนำใจ” นั้นมั่นใจว่า

“ทำดีย่อมได้ดี”

 

บ้านธรรมนำใจ เก็บเงินไหม?

เข้ามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะเข้าปฏิบัติแบบทั่วไป หรือเข้าคอร์สแบบ ๓ วันก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย
เข้ามาใช้ห้องสมุด อ่านหนังสือ รับหนังสือแจก ก็ไม่มีค่าใช้ใจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

 

แล้วบ้านธรรมนำใจเอาเงินมาจากที่่ไหน จะอยู่ได้อย่างไร มีการเรี่ยไรตั้งตู้บริจาคหรือเปล่า?

ที่ “บ้านธรรมนำใจ” จะไม่มีการตั้งตู้บริจาคเรี่ยรายค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ใช้บริการเลย…
เพราะในความเป็นจริงแล้ว เวลาเราไปบ้านเพื่อน เราคงไม่เจอตู้บริจาคในบ้านเพื่อนของเราเป็นแน่

บ้านธรรมนำใจ อาศัยหลักการ “พึ่งพาซึ่งกันและกัน”
ใครที่ต้องการช่วย ต้องการทำ เขาทำเอง เขาช่วยเอง ไม่ต้องไปคอยตามคอยเรี่ยราย

ดังนั้น หากท่านต้องการสนับสนุนบ้านธรรมนำใจ ก็จะสามารถกระทำได้ 2 กรณีคือ
1. ร่วมผ้าป่าประจำปีจาก “ผาคอก” สู่ “บ้านธรรมนำใจ” ในวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี
2. โครงการเพื่อนบ้านปันน้ำใจ สื่อกลางสำหรับแจ้งโครงการต่างๆ ของศูนย์

แต่หลักที่สำคัญที่สุด “บ้านธรรมนำใจ” ต้องการพึ่งตนเองได้ ช่วยตนเองได้
ดังนั้น “บ้านธรรมนำใจ” จึงหาค่าใช้จ่ายของศูนย์จากโครงการต่าง ๆ ดังนี้

  • การสั่งพิมพ์หนังสือที่เว็บไซต์ BOOK-D.com
  • การจัดอบรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับหน่วยงาน องกรณ์ หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ
  • ศูนย์หนังสือและสื่อธรรมะ “บ้านธรรมนำใจ” ที่ชั้น 1 ของศูนย์
  • โครงการ “อาหารเพื่อสุขภาพ อาทิตย์ละมื้อ”

การสั่งพิมพ์หนังสือที่เว็บไซต์ BOOK-D.com

บุ๊คดีดอทคอม เป็นเว็บไซต์ศูนย์รวมของสื่อธรรมะในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์ หนังสือพิมพ์เพื่อแจกเป็นธรรมทาน ซีดีธรรมะ แผ่นพับบทสวดมนต์ หรือในรูปแบบของการ์ตูนธรรมะสำหรับเด็ก ซึ่งรวบรวมมาจากหลากหลายสำนักพิมพ์ โดยทุกๆ การสั่งซื้อผ่านทางบุ๊คดีดอทคอม ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อของสำนักพิมพ์ใดก็ตาม ทางบุ๊คดีดอทคอมจะมอบเงินบริจาค 10% จากค่าคอมที่ได้รับจากสำนักพิมพ์ เพื่อสมทบเข้ากองทุนในการดำเนินงาน ของศูนย์ปฏิบัติธรรม “บ้านธรรมนำใจ” หัวลำโพง กรุงเทพฯ

การจัดอบรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ

ตามปกติแล้ว “บ้านธรรมนำใจ” ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ กับผู้ที่มาเข้าปฏิบัติธรรม แต่ในกรณีที่หน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องการนำพาบุคคลกร มาเข้าอบรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อพัฒนาองค์กร เพื่ออบรมพนักงานใหม่ หรือเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคคลากร โดยที่ไม่ต้องการให้มีบุคคลอื่นมาร่วมในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ท่านสามารถกำหนดวันที่ต้องการมาเข้าอบรม รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องการตั้งแต่ 2-7 วัน

โดยที่หน่วยงานของท่านจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้ ค่าอาหาร ค่าเดินทางของพระอาจารย์ โดยทางเครื่องบินจากเชียงรายมากรุงเทพฯ ค่าสถานที่ ค่าน้ำค่าไฟ เจ้าหน้าที่และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เฉลี่ยแล้ว 500-1,000 บาท/ 1 ท่าน อย่างน้อยต้องมีผู้เข้าอบรม 20 ท่าน